ไทยนาโอกะ บุกเบิกตลาดยารักษาสัตว์สัญชาติไทย
ตลาดยารักษาโรคสัตว์ 17,300 ล้านบาท "ผูกขาด" โดยบริษัทยาข้ามชาติ แต่ถึงเวลาสำหรับบริษัทสัญชาติไทยอย่างไทยนาโอกะที่จะขอบุกสู่เวทีเอเชีย-->
เช่นเดียวกับ "สัตวแพทย์" และ "เภสัชกร" สองอหังการ ที่เชื่อในศักยภาพ "คนไทย" ผนึกความเชี่ยวชาญบุกเบิกตลาดยารักษาสัตว์สัญชาติไทยบนเวทีเอเชีย
ไม่มีอะไรที่คนไทยทำไม่ได้ รวมถึงการเป็นผู้ผลิตยาสำหรับสัตว์ ที่มีศักยภาพเทียบชั้นสากล เช่นเดียวกับการมาถึงของ บริษัท ไทยนาโอกะ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด
พวกเขาตั้งต้นธุรกิจเมื่อปี 2544 ดำเนินธุรกิจผลิตยาแผนปัจจุบันสำหรับสัตว์ รายแรกๆ ของไทย มีเป้าหมายที่อยากผลิตยาคุณภาพมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อทดแทนการนำเข้าและพัฒนาเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะในตลาดภาคพื้นเอเชีย
แม้จะชื่อญี่ปุ่น แต่บริษัทนี้มีสัญชาติไทยแท้ๆ ที่มาจากการผสมชื่อตัวแรกของผู้ก่อตั้ง “เนาว (รัตน์) +ก (มล)” กูรูต่างความเชี่ยวชาญ อย่าง นายสัตวแพทย์กมล รัตนตยารมณ์ กรรมการผู้จัดการ และ เภสัชกรหญิงเนาวรัตน์ เบญจพลกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายประกันคุณภาพ
การต้องใช้ความเชี่ยวชาญของคนสองกลุ่ม คือทั้ง “สัตวแพทย์และเภสัชกร” เริ่มต้นธุรกิจ เพราะการเป็นผู้ผลิตยาสัตว์ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ
นายสัตวแพทย์กมล บอกเราว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตยาสัตว์ในไทยแทบไม่มี หรือมีก็จะเป็นพวกใต้ดินไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากการทำธุรกิจยาสำหรับสัตว์ต้องผ่านกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจด้านนี้จริงๆ
ขณะที่การผลิตยาออกมาแต่ละตัวแค่ขั้นตอนการทดลองและรอขึ้นทะเบียนยาก็ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี รวมถึงการลงทุนที่ต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูง โดยพวกเขาใช้ทุนเริ่มต้นไปถึง 50 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) สำหรับการสร้างโรงงาน และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ
"ธุรกิจนี้มีเงินอย่างเดียวก็เข้ามาทำไม่ได้ เพราะมันมีข้อกำหนดค่อนข้างเยอะมาก มากกว่าโรงงานประเภทอื่น คนทำจึงต้องมีความรู้และความละเอียด มีการศึกษามาอย่างดีจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะลำบากมากในการทำธุรกิจ ซึ่งนี่น่าจะเป็นจุดแข็งของเราที่มีประสบการณ์ในงานด้านนี้มาก่อน"
แม้จะเป็นทั้งนายสัตวแพทย์และเภสัชกรแต่การผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการมันไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่สิ่งที่เคยคุ้น พวกเขาค่อยๆ เรียนรู้และหาจุดยืนของตัวเอง โดยวิเคราะห์สภาพตลาดและความพร้อมของทีม จนมามุ่งผลิตยาสัตว์ใน 3 กลุ่ม คือ
ยาผงผสมอาหารสัตว์ ที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท กลุ่มที่สองคือ กลุ่มยาฉีดปฏิชีวนะ มีมูลค่าตลาดรวม 430 ล้านบาท และกลุ่มที่สาม ยาถ่ายพยาธิ ยาฆ่าเชื้อภายนอกในสัตว์ ที่มีมูลค่าตลาด 1,100 ล้านบาท
โดยหันความเชี่ยวชาญมาทางด้านยาที่ใช้กับหมูเป็นหลัก ซึ่งในตลาดยาทั้งสามกลุ่มนี้มียาที่ใช้กับหมูอยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท
น่านน้ำกว่าพันล้านบาทที่พวกเขามุ่งเข้ามาแสวงหาเต็มไปด้วยโอกาส ขณะเดียวกันก็พ่วงอุปสรรคนานัปการ เพื่อชดเชยความอ่อนด้อยของการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่เรื่องเชี่ยวชาญของหมอสัตว์และเภสัชกร อย่าง การผลิต การบัญชี และการตลาด พวกเขาจึงตัดสินใจนำตัวเองเข้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขัน (MDICP) ของสำนักพัฒนาการจัดการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในปี 2549 ปีที่ธุรกิจเกี่ยวกับปศุสัตว์ในบ้านเราได้รับผลกระทบจากหลากวิกฤติสาหัสสากรรจ์
"ธุรกิจปศุสัตว์ในบ้านเราได้รับผลกระทบเรื่อยมา ผู้เลี้ยงสัตว์ขาดทุนมานาน การทำธุรกิจยาสัตว์ก็ยากลำบากตามไปด้วย ผู้ขายหลายรายที่ล้มเลิกกิจการไป แต่เราเลือกปรับตัวเองเพื่ออยู่รอด"
การปรับตัวทั้งสามด้าน ที่เป็นผลพลอยได้จากโครงการ MDICP ปิดจุดอ่อนอย่างกระบวนการผลิตที่ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ใช้เวลานาน มีปัญหาเรื่องการส่งมอบไม่ตรงเวลา ขณะที่พนักงานบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจ ในขั้นตอนการผลิต เมื่อเอากูรูลงมาชี้แนะ ทำให้พวกเขาทำการปรับกระบวนการผลิตครั้งใหญ่ จนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้น ทำงานได้มาตรฐาน ลดเวลาในการทำงานลงได้ถึง 26% เพิ่มการผลิตยาฉีดจากเดิม จาก 1 ล็อตต่อวัน มาเป็น 2 ล็อตต่อวัน ส่งผลต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้น 4.10% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 192,000 บาท ต่อเดือน จำนวนของเสียลดลง 98.36% คิดเป็นเงินที่ได้ถึง ประมาณ 574,000 บาท
ในเรื่องการเงินและการบัญชี พวกเขาปรับปรุงระบบบัญชีให้ได้มาตรฐาน รู้ต้นทุนที่แท้จริง จัดทำรายงานประมาณการเงินสด และงบกระแสเงินสดเพื่อดูสภาพคล่องของกิจการในแต่ละเดือน ปรับระบบการทำงานที่สามารถรายงานงบการเงินได้รวดเร็วขึ้น
อีกหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ ก็คือ เรื่องของการตลาด พวกเขาเริ่มทำการตลาดเชิงรุก หันมาปรับทีมงานฝ่ายขาย ขยายช่องทางจำหน่าย จากเดิมที่ขายผ่านตัวแทนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ปรับมามีการจัดโครงสร้างการตลาดและการขายอย่างชัดเจน โดยผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ซึ่งครอบคลุมการขายทั่วประเทศจำนวนหนึ่ง และเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายรายย่อยเฉพาะเขตหรือจังหวัดอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ครอบคลุมพื้นที่ขาย ซึ่งมีการเลี้ยงสุกรทั่วประเทศมากขึ้น วิธีนี้จะทำให้การกระจายสินค้าทำได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของยอดขายไปได้ด้วย
การปรับตัวครั้งสำคัญทำให้ธุรกิจของพวกเขายังเติมโตได้ แม้ในปีที่หลายๆ คนบอกว่า เป็นปีแห่งวิกฤติ โดยการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตยาให้ได้มาตรฐาน และลดต้นทุนการผลิต บวกความเชี่ยวชาญที่พวกเขามี ทำให้ผลิตภัณฑ์จาก “ไทยนาโอกะ” ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีทั้งในและต่างประเทศ โดยการทำตลาดใช้ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย อย่างในประเทศหลักๆ ก็ บริษัท โพรเทคแอนิมัลเฮลท์ จำกัด ในเครือเบทาโกร และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อุตสาหกรรมจำกัด และบริษัทในเครือ รวมถึงร้านขายยาในเขตจังหวัดราชบุรี เป็นต้น
ขณะที่นอกบ้านก็มีการส่งออกไปจำหน่าย ในหลายๆ ประเทศ อย่าง เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น และกำลังรอขึ้นทะเบียนยาอยู่ในอีกหลายๆ ประเทศ
"สำหรับตลาดต่างประเทศเชื่อว่าเราแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องของราคาและคุณภาพของยา โดยปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 10% และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเราตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในลำดับต้นๆ ของตลาดยาสำหรับสัตว์ในระดับภาคพื้นเอเชีย ซึ่งเชื่อว่าเราจะทำได้ โดยอาศัยชื่อเสียงของประเทศไทยที่เป็นผู้นำเรื่องเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ผลักดันให้ประเทศต่างๆ ยอมรับสินค้าจากเรา อย่างเวียดนามภาพของเมืองไทยดีมาก ยาที่มาจากไทยเขาให้การยอมรับ ทั้งที่ในเวียดนามก็สามารถผลิตยาได้เอง แต่ยาจากเราเมื่อไปอยู่เวียดนามก็เหมือนกับยาจากยุโรปที่ส่งมาขายในบ้านเรา"
สำหรับเป้าหมายในการทำธุรกิจ เพื่อรับการแข่งขันที่สูงขึ้น เมื่อเริ่มมีคู่แข่งที่เข้ามาทำธุรกิจในโมเดลแบบเดียวกัน พวกเขาจึงมองที่จะขยายจากตลาดหมู มาสู่กลุ่มสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น
โดยเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างผลิตภัณฑ์กำจัดเห็บและหมัดในสุนัขที่อยู่ระหว่างการรอขึ้นทะเบียนยาอยู่ เพื่อฉวยโอกาสเพิ่มเม็ดเงินจากกระแสคนรักสัตว์เลี้ยง และการขยายตัวของคลินิกสัตว์ รวมถึงพยายามกระจายผลิตภัณฑ์ให้เข้าไปในตลาดสัตว์ที่หลากหลายมากขึ้นต่อไป
สำหรับมูลค่าธุรกิจในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท แม้ต้นปีจะทำยอดขายหายถึง 10% จากภาวะวิกฤติ แต่พวกเขาเชื่อว่าในโค้งสุดท้ายธุรกิจจะกลับฟื้นขึ้นมาได้ เพราะตลาดต่างประเทศยังคงเติบโตดี รวมถึงการมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมารับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ด้วย จึงเชื่อว่าธุรกิจตลอดทั้งปียังคงเติบโตต่อไปได้
เพื่อประกาศศักยภาพผู้ผลิตยาสัตว์ไทย ที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้
Key to success โอกาสตลาดยาสัตว์สัญชาติไทย๐ การทำปศุสัตว์ในประเทศมาก๐ มีตลาดในบ้านรองรับ๐ สามารถผลิตสินค้าคุณภาพ ในราคาที่ถูก๐ ต่างชาติยอมรับคุณภาพยาสัตว์ไทย๐ นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตถูกกว่าซื้อยาจากต่างประเทศ๐ ผนึกสองความเชี่ยวชาญ สู่จุดได้เปรียบทางธุรกิจ
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)